วันวิสาขบูชานี้ ที่เสถียรธรรมสถาน

webblog005_001ท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต

   เมื่อมองฟ้าในคืนวันวิสาขบูชา ซึ่งพระจันทร์เต็มดวงสวย คุณคงปฏิเสธไม่ได้ว่ามนต์เสน่ห์แห่งแสงอันเหลืองนวลนั้นนำมาซึ่งความรื่นรมย์ใจ ประหนึ่งธรรมชาติบรรจงวาดไว้ให้เป็นของกำนัลกับมวลมนุษยชาติ
   วิสาขบูชา (Vesak Day) คือวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาทั้งของไทยและของโลก ที่เหล่าพุทธศาสนิกชนจะได้ใช้โอกาสในวันสำคัญดังกล่าวระลึกถึงความยิ่งใหญ่และความเสียสละของพระพุทธองค์ พร้อมทั้งเป็นการย้ำเตือนให้มนุษย์ตระหนักถึงศักยภาพที่มีอยู่ในตนว่า สามารถหลุดพ้นจากความทุกข์และเป็นอิสระอย่างแท้จริงได้ และไม่ว่าวันวิสาขบูชาจะผ่านไปกี่ปี วัตถุอันทอแสงนวลนี้ก็ยังคงทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ ทำให้นึกย้อนไปถึงเมื่อหลายปีก่อนที่ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ได้เคยกล่าวเกี่ยวกับวันวิสาขบูชาไว้ที่เสถียรธรรมสถานอย่างน่าสนใจว่า
webblog005_002
    “...การประสูติของพระองค์มีความหมายเตือนให้เราระลึกว่า คนทุกคน แม้จะเริ่มต้นชีวิตโดยความเป็นมนุษย์ มีกำเนิดไม่แตกต่างกัน แต่ต่อจากจุดเริ่มต้นนั้นแล้ว มนุษย์ก็แสดงความเป็นสัตว์ประเสริฐออกมา ด้วยความเป็นผู้สามารถที่จะฝึกอบรม…”
    “…การตรัสรู้เป็นเครื่องเตือนให้ระลึกว่า สิ่งสำคัญที่เป็นผลสำเร็จ และเป็นจุดมุ่งหมายแห่งความเพียรพยายาม และการใช้สติปัญญาของพระพุทธเจ้า ซึ่งทำให้พระชนม์ชีพของพระองค์กลายเป็นสิ่งมีคุณค่าอย่างสูงสุดนั้น หาใช่การได้มาซึ่งสิ่งสำหรับปรนเปรอ บำรุงบำเรอความสุขส่วนตัวไม่ แต่เป็นการเข้าถึงความดีงามอย่างสูงสุด ที่ทำให้พระชนม์ชีพของพระองค์เต็มเปี่ยมสมบูรณ์ พร้อมทั้งเผื่อแผ่ขยายความเต็มเปี่ยมสมบูรณ์นั้นออกไปให้แก่ชีวิตอื่นๆ ด้วย เรียกว่านำมาซึ่งประโยชน์แก่โลก การเข้าถึงความดีงามนี้เอง ที่ทำให้เจ้าชายสิทธัตถะผู้เป็นมนุษย์ กลายเป็นพระพุทธเจ้า ทำให้มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลก ความดีงามที่ว่านี้ คือสิ่งที่เรียกว่า ‘ธรรม’ หรือ ‘พระธรรม’…”
    “…การปรินิพพาน มีความหมายที่เป็นอนุสติให้ระลึกว่า พระชนม์ชีพของพระพุทธเจ้า ในฐานะที่เป็นชีวิตมนุษย์ เมื่อถึงคราวสิ้นสุด ก็ดับสิ้นไปตามกาลเวลา แต่พระธรรมที่ได้ทรงค้นพบ เปิดเผยไว้ ทำให้ปรากฏในโลกแล้ว เป็นหลักแห่งความจริงและความดีงามอันอมตะ ไม่เคลื่อนคลาดแตกดับ เป็นสิ่งไม่ตาย ยังคงส่องทางแห่งปัญญา เพื่อบรรลุประโยชน์สุขแก่หมู่มนุษย์สืบไป…”
    “...พุทธศาสนาได้กระตุ้นและกระตุกมนุษย์ให้หันมาใส่ใจในศักยภาพแห่งมนุษย์ที่มีอยู่ในตนเอง และเกิดสำนึกในการที่จะฝึกฝนพัฒนาชีวิตและความเป็นอยู่ พฤติกรรม ภูมิธรรม ภูมิปัญญาของตน ด้วยความตระหนักรู้ว่า สันติสุขและอิสรภาพแห่งชีวิตและสังคมของตนจะสัมฤทธิ์หรือไม่ และแค่ไหนเพียงใด อยู่ที่การฝึกฝนพัฒนาตัวของมนุษย์เอง หาใช่อยู่ที่การดลบันดาลของเทพเจ้าไม่…”
webblog005_003
   ทั้งนี้ ท่านอาจารย์ยังได้กล่าวย้ำและกล่าวสรุปสั้นๆ เกี่ยวกับการประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานว่า
    “การประสูติของพระพุทธเจ้า คือการประกาศอิสรภาพของมนุษย์
   การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า คือการปรากฏแห่งธรรมขึ้นมาเป็นใหญ่สูงสุด
   การปรินิพพาน คือการเตือนจิตสำนึกในวิถีชีวิตแห่งความไม่ประมาท”
   การเกิดและการตายเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ มนุษย์ทุกคนต้องผ่านและพบทั้งการเกิดและการตายเหมือนกันทุกคน จะต่างกันก็แต่ระยะเวลาตั้งแต่เกิดจนตาย...ที่บางคนขวนขวายหาทางที่จะมุ่งสู่กระแสแห่งอริยเจ้า ในขณะที่บางคนนำพาชีวิตของตนลงสู่เบื้องต่ำอย่างไม่นำพา
   ทว่า ‘บุรุษหนึ่ง’ ในสมัยพุทธกาลได้พิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่า การก้าวเข้าสู่กระแสแห่งอริยะนั้น สามารถทำได้โดยมนุษย์ปุถุชนเช่นเดียวกับเราๆ ท่านๆ จะต่างกันก็เพียงแต่ในยามนั้น พระพุทธองค์ทรงต้องทดลองผิดถูกอยู่ด้วยพระองค์เองเป็นระยะเวลานานหลายปี แต่ในวันนี้ บทพิสูจน์นั้นได้แสดงผลให้เห็นเป็นประจักษ์แล้วว่า...มนุษย์สามารถพ้นทุกข์และเป็นอิสระอย่างแท้จริงได้ ถ้าเพียงแต่มีความแน่วแน่และตั้งใจเท่านั้น พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า ‘การเป็นพระอริยเจ้าไม่ใช่สิ่งสุดวิสัย’ ดังนั้น การเริ่มต้นก้าวเข้ามาสู่กระแสแห่งอริยเจ้าจึงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ และผลอันเกิดจากการเข้าสู่กระแสแห่งอริยะจึงไม่ใช่ผลที่เหนือความคาดหมาย
webblog005_004
   อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 วันวิสาขบูชา ซึ่งตรงกับวันที่ 10 พฤษภาคม 2560 เสถียรธรรมสถานจัดให้มีการทำบุญตักบาตร การปฏิบัติบูชาตลอดทั้งวัน สวดธัมมจักกัปปวัตนสูตร และภาวนากับการเวียนเทียน ข้าพเจ้าจึงขอเชิญชวนทุกท่านมาเข้าสู่กระแสแห่งอริยชนบนหนทางอริยมรรค และพิสูจน์ว่าการพ้นทุกข์เป็นเรื่องของเราทุกคน เพราะโลกปัจจุบันท้าทายให้เราหลงทาง เราจึงต้องหาคำตอบให้ได้ว่า ทุกข์มีไว้ให้เห็น ไม่มีไว้ให้เป็น โดยการเริ่มต้นที่ ‘จิต’ และ ‘ใจ’ ทดลองที่จะเป็นผู้ที่กระทบแล้วไม่กระเทือน รู้ทันกาย รู้ทันใจ รู้ทันชีวิต มีสติอารักขาจิต มีทุนของชีวิตคือจิตที่ไม่ขุ่นมัว และไม่หลงอารมณ์เพราะรู้เท่าทันอารมณ์
webblog005_005
   แสงเหลืองนวลจากพระจันทร์วันเพ็ญจะยังคงสวยเย็น และนำความรื่นรมย์มาให้ชีวิตไม่เปลี่ยนแปลง เหลือก็แต่ตัวคนมอง ว่าจะเลือกเดินอย่างไร เพื่อให้ได้พบกับ...
   ชีวิตอันรื่นรมย์บนมรรคาแห่งการตื่น

ธรรมสวัสดี

โสดอย่างไรให้ ‘สวย’ และ ‘สด’

%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b9%82%e0%b8%aa%e0%b8%94-2แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต

   "ดิฉันอายุ 35 ปี ยังไม่มีแฟน กำลังได้รับการเตือนจากคนรอบข้างและทางบ้านให้รีบๆ ดู รีบหา เดี๋ยวจะไม่ทันขบวนรถไฟเที่ยวสุดท้าย ดิฉันเองไม่รีบเร่ง ไม่แสวงหา อยู่อย่างนี้มีความสุขดี คิดว่าสามารถมีชีวิตเพียงลำพังได้โดยไม่มีคู่ครอง หลายเสียงแย้งว่าจะลำบากในตอนแก่ ขาดคนเลี้ยงดู เหงาใจ และอ้างว้างเจียนตาย เป็นไปได้ไหมคะที่ผู้หญิงจะอยู่เป็นโสดอย่างมีศักดิ์ศรี โดยไม่ทำให้ตนเองและผู้อื่นเดือดร้อน"
   ...
   คนทั่วไปมักมองว่าคนโสด คนที่อยู่คนเดียวคงจะเหงา แต่เคยเห็นไหมว่าคนที่อยู่ท่ามกลางผู้คนมากๆ ก็เหงา เห็นไหมว่าความเหงาไม่ได้อยู่ที่มีผู้คนมากหรือน้อย แต่มันอยู่ที่ว่าข้างในมีตัวเองเป็นเพื่อนหรือเปล่า บางคนเหงาท่ามกลางผู้คนมากมาย ในขณะที่บางคนอยู่คนเดียวแต่ไม่เคยเหงาเลย เพราะมีชีวิตที่สงบเย็น หนักแน่น มั่นคง และเป็นประโยชน์อยู่ตลอดเวลากับการกระทำหน้าที่ในทุกๆ ย่างก้าวของตัวเอง
   คำว่า ‘โสด’ จึงเป็นคำที่มองดูแล้วเหมือนกับจะเป็นพฤติกรรมของคนที่อยู่คนเดียว และคำว่า ‘ชีวิตเดี่ยวในท่ามกลาง’ หมายถึง ไม่ว่าเราจะอยู่ในท่ามกลางผู้คนหรือสังคมก็ตาม แต่เราเป็นอิสระจากผลกระทบ ถึงจะอยู่ในท่ามกลาง แต่เราก็กลายเป็นคนที่มีชีวิตที่หนักแน่น มั่นคง งดงาม เป็นอิสระ และไม่เหงาได้ เพราะฉะนั้นคนโสดที่ไม่ได้แต่งงาน แล้วคิดว่าแต่งงานเพื่อเราจะได้ไม่เหงา ขอบอกว่ากำลังคิดผิด คนที่แต่งงานแล้วเหงาในท่ามกลางชีวิตคู่มีให้ดูอยู่มากมาย และคนที่ไม่ได้แต่งงาน แต่ชีวิตเขาไม่เหงาเลยก็มี เพราะฉะนั้นข้างนอกกับข้างในนี้เป็นคนละเรื่อง
   ต้องถามใจตัวเองดูว่าเรารู้สึกต่อชีวิตของเราอย่างคนที่มีตัวเองเป็นเพื่อนได้หรือไม่ ถ้ารู้สึกว่าชีวิตเราก็อบอุ่นดี ไม่เหงาไม่ว้าเหว่ ไม่ต้องอาศัยบุคคลหรือวัตถุภายนอกที่จะมาทำให้เรามีความสุข เราโดดเดี่ยวแต่ไม่เดียวดาย ดูแลตัวเองได้ มีความสุขได้ เราก็จะเห็นว่าคำเตือนนั้นเป็นความปรารถนาดี ควรรับฟังด้วยความขอบคุณ อย่าคิดมาก เพราะความคิดบางอย่างเป็นพิษ ความคิดที่เป็นพิษต่อชีวิตถือเป็นมลภาวะทางจิตวิญญาณ ควรฝึกฝนที่จะใช้ชีวิตอย่างคนที่เป็นอิสระ
   โอกาสเช่นนี้มีมากขึ้นสำหรับผู้หญิงในปัจจุบัน
   มีผู้หญิงมากมายที่ชัดเจนกับการใช้ชีวิตของตัวเองและสามารถจะเดินทางไปกับบุคคลทั้งหลายในสังคมนี้อย่างคนที่เคารพกัน
   มีผู้หญิงมากมายที่แสดงศักยภาพให้เราเห็นว่าชีวิตของเธอสงบเย็นได้ด้วยการพึ่งตัวเอง และยังประโยชน์ต่อสังคม ต่อโลก ต่อชุมชนอันหลากหลาย
   ขอเพียงอ่านใจตัวเองให้ชัดว่า อะไรเป็นจุดยืนในชีวิตของเรา

ปุณณ์น้อยสอนซีอีโอ

%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b9%82%e0%b8%ad

ระริน อุทกะพันธุ์ ปัญจรุ่งโรจน์
กรรมการผู้จัดการใหญ่
บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)
เขียนเมื่อ มิถุนายน 2554

   จริงๆ ก่อนจะมีครอบครัว แพรเคยคิดว่าการเกิดเป็นทุกข์ เพราะเมื่อเกิดมาแล้ว ต้องมาเผชิญกับอะไรมากมาย และการมีลูกก็เหมือนการมีห่วงเพิ่มมา ทำให้เรามีภาระมากขึ้น โอกาสที่จะครองสติได้จึงอาจจะลดลง แต่ในที่สุดเมื่อแต่งงาน มีครอบครัวแล้ว แพรก็ตัดสินใจว่าจะมีลูก แม้การมีลูกจะทำให้เราต้องเสียสละ แต่ในทางโลก ลูกก็ทำให้ครอบครัวอบอุ่น และทำให้เรามีโอกาสได้เรียนรู้หน้าที่ในอีกบทบาทหนึ่ง ซึ่งน่าจะมีข้อดีกับชีวิตมากกว่าข้อเสีย
   ทุกวันนี้น้องปุณณ์ (เด็กชายปุณณ์ ปัญจรุ่งโรจน์) อายุ 2 ขวบแล้ว แพรมองว่าเขาก็เหมือนครูคนหนึ่งของเรา ทำให้เราได้เรียนรู้อีกบทบาทหนึ่งของชีวิต ได้กลับมามองตัวเอง โดยที่มีเขาเป็นกระจก จริงๆ แพรได้แนวคิดนี้มาจาก ท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ท่านเคยเตือนแพรไว้ตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่มีลูกว่า “เราต้องทำหน้าที่เฝ้าดูเฝ้าสังเกตเขา อย่าไปบังคับ” ซึ่งเรามักจะพบว่า ถ้าอ่านหนังสือจิตวิทยา คนที่มีปมในชีวิตส่วนใหญ่มักมาจากพ่อแม่ และต้นเหตุของปัญหาที่พบมากที่สุดก็คือ ความคาดหวังของพ่อแม่ที่มีต่อลูก บางสิ่งที่พ่อแม่ทำไม่ได้หรือไม่ได้ทำในสมัยของตัวเอง ก็อยากให้ลูกทำโดยที่ไม่ได้รู้ตัวและไม่ได้ตั้งใจ เรื่องนี้แพรจะพูดกับสามีเป็นประจำเลยว่า “เราต้องระวังสิ่งนี้ให้มาก อย่าเอาความคาดหวังของเราไปลงกับลูกเด็ดขาด เพราะมันอาจจะกลายเป็นสิ่งที่ทำร้ายลูกได้” เพราะพอถึงเวลา สิ่งนี้จะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติกับคนที่เป็นพ่อแม่ เราจะรู้สึกว่าลูกเป็นของเรา เขาต้องเป็นอย่างที่เราอยากให้เป็น

%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%9a-%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%a1
   แต่ในทางปฏิบัติเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ยากมากสำหรับคนเป็นพ่อแม่ ทุกวันนี้แพรจึงยึดคติที่ว่า หน้าที่ของ เราก็คือให้สิ่งที่ดีที่สุดกับเขา ส่วนเขาจะเอาสิ่งที่เราให้ไปทำอะไรนั้น เราต้องปล่อยให้เขาได้คิดเอง ทำเอง เรามีหน้าที่แค่คอยสนับสนุน คอยดูเขาอยู่ห่างๆเท่านั้น ไม่ใช่ไปบอกให้เขาทำอย่างนั้นอย่างนี้ แพรเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า ถ้าเราได้ให้สิ่งที่ดีไป เขาก็น่าจะไปทำสิ่งที่ดีต่อได้เอง นี่คือแนวทางที่แพรวางไว้ให้ตัวเอง แต่ก็ต้องคอยย้ำเตือนตัวเองเสมอๆว่า “เราต้องทำหน้าที่แค่นี้นะ”
   อย่างไรก็ตาม วันนี้ปุณณ์เขายังเด็ก เพราะฉะนั้นเราจึงยังบอกไม่ได้ว่าเขาจะรับสิ่งดีๆ ที่เราให้ไปได้ มากน้อยแค่ไหน แต่แพรก็เชื่อว่า ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีเวลาของมัน หน้าที่ของพ่อแม่ก็คือ เราต้องรู้จัก “วางใจ” ให้เป็น อย่าไปวิตกกังวลหรือไปเคี่ยวเข็ญเขามาก แม้วันนี้เขาอาจจะยังไม่ได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งนั้น ก็ “ไม่เป็นไร” วันหนึ่งเขาน่าจะได้ใช้ข้อคิดนี้แพรได้มาจากการศึกษาธรรมะว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมีการสั่งสมต่อเนื่องยาวนานทั้งนั้น ดังนั้น ไม่วันนี้ก็วันหน้า สิ่งที่เราทำไปย่อมให้ผล แต่จะเมื่อไร อย่างไร ก็ต้องขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยของมัน
   เรื่องการทำหน้าที่เป็นเพียงผู้เฝ้าสังเกตตามที่ท่านแม่ชีสอนนั้น เป็นสิ่งที่แพรได้นำมาใช้มากที่สุดในการเป็นพ่อแม่ เพราะปกติแพรเป็นคนใจร้อน แม้จะปฏิบัติธรรมแล้ว แต่ก็ยังใจร้อนอยู่ ทำอะไรเร็ว บางทีก็มักจะเผลอไปเร่งคนอื่น แต่ท่านแม่ชีสอนว่า “เวลาอยู่กับลูก เราต้องใจเย็นๆ ต้องรอเขานะ ให้เขาจบเป็นเรื่องๆ อย่าไปเร่งเขา” แพรมานั่งคิดดูแล้วก็เห็นว่าจริง โดยเฉพาะกับปุณณ์ ซึ่งเป็นเด็กที่มีสมาธิจดจ่อต่อเนื่องได้เป็นเวลานานๆ หากได้เจอสิ่งที่เขาสนใจ เช่น ช่วงนี้เขาติดใจเครื่องบินมาก เพราะน้าชาย (คุณระพี อุทกะพันธุ์) ชอบเล่นให้ดูเป็นตัวอย่าง มีอยู่วันหนึ่ง สมัยปุณณ์อายุแค่ขวบเดียว คุณน้าซื้อนิตยสารเกี่ยวกับเครื่องบินมาเล่มหนึ่ง ปุณณ์สามารถนั่งดูนิตยสารเล่มนั้นอยู่ได้เป็นครึ่งชั่วโมง โดยดูอย่างละเอียด ปุณณ์น้อยสอนซีอีโอค่อยๆ เก็บทุกเม็ด ซึ่งสำหรับเด็กขวบหนึ่ง ครึ่งชั่วโมงนี้ถือว่าเป็นเวลานานมาก แต่เขาก็อยู่ได้ แพรจึงได้เรียนรู้ว่าบางทีที่เราเห็นว่าเขาช้านั้น จริงๆ แล้วเขาอาจจะกำลังสนใจอะไรอยู่สักอย่าง และอาจจะกำลังคิด กำลังจดจ่อ กำลังเรียนรู้สิ่งนั้นอยู่ก็ได้ ดังนั้น ถ้าเราไปรบกวน ไปเร่งเขา ก็เท่ากับเรากำลังไปทำลายโอกาส หรือกระบวนการในการเรียนรู้นั้น

%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%9a-%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%a1
   อย่างเวลาแพรถามลูก หรือให้เขาเลือกอะไร บางทีปุณณ์เขาจะตอบช้า นิ่งไปนาน บางครั้งเราจึง เผลอไปเร่งเขาว่า “ว่าไงปุณณ์ เอายังไงลูก” ปรากฏว่าเขาหันมาตอบนิ่งๆ ว่า “คิด...” เท่านั้นแหละ แม่อึ้งไปเลย
   หรืออย่างการพูดกับลูก ท่านแม่ชีก็สอนให้เราพูดกับลูกในทางบวก ซึ่งก็ตรงกับหลักการทางจิตวิทยา หลายๆ หลักการ คือ ถ้าเราอยากได้อะไร อยากให้ใครทำอะไร เราก็ต้องคิดและแสดงออกในทางที่เป็นบวกเข้าไว้ ดังนั้น ในการเลี้ยงลูก คำว่า “อย่า” “ไม่” เราต้องพูดให้น้อยที่สุด แล้วอยากจะให้เขาทำอะไร ก็พูดสิ่งนั้นในเชิงบวก เช่น ถ้าลูกวิ่งเร็วๆ แล้วเรากลัวเขาหกล้ม แทนที่เราจะพูดว่า “อย่าวิ่งนะลูก เดี๋ยวหกล้ม” เราก็ควรพูดในเชิงบวกแทนว่า “เดินดีๆ นะลูก” หรือบางครั้งหากเราต้องการให้เขาทำอะไรเร็วขึ้นจริงๆ เช่น ถึงเวลาที่เขาจะต้องอาบน้ำ หรือไปนอนได้แล้ว แต่เขายังโอ้เอ้อยู่ เราก็ต้องหาวิธีพูด ไม่ใช่พูดแต่ว่า “เอ้า เร็วๆ ลูก เร็วๆ เร็วๆ” ซึ่งไม่มีประโยชน์อะไร แพรจะใช้วิธีกระตุ้นเขาในทางบวกแทน เช่น “เอ้า มาช่วยกันเก็บของดีกว่าลูก จะได้ไปอาบน้ำกันนะครับ” ซึ่งได้ผลดีกว่าการไปเร่งเขามาก
   จะเห็นได้ว่า สิ่งต่างๆ ที่แพรพูดมาเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก ถ้าเราไม่ระวัง ไม่มีสติ เราก็มักจะเผลอ ทำพลาดไปโดยไม่รู้ตัวเสมอ และสิ่งที่เราทำลงไปโดยไม่รู้เพราะขาดสตินั้นก็อาจจะไปทำร้าย หรือไปขัดขวางพัฒนาการที่ดีของลูกได้ สำหรับแพร การเป็นแม่จึงทำให้แพรได้ฝึกสติอยู่ตลอดเวลา นอกจากนั้นยังทำให้ได้ฝึกคิดสร้างสรรค์ด้วย เพราะต้องหมั่นหากลยุทธ์ใหม่ๆ มาสื่อสารกับลูกทุกวัน ซึ่งอันที่จริงแล้ว กระบวนการเหล่านี้อาจจะมีประโยชน์กับเรายิ่งกว่ากับลูกด้วยซ้ำ เพราะเท่าที่ผ่านมา การเลี้ยงลูกก็ทำให้แพรกลายเป็นคนที่มีสติและคิด พูด ทำในสิ่งที่เป็นบวกมากขึ้น
   แม้ในโลกธุรกิจ หน้าที่ของแพรคือซีอีโอผู้ที่จะต้องตั้งเป้า กำหนดแนวทาง และวางกลยุทธ์อยู่ตลอดเวลา แต่สำหรับการเลี้ยงลูก แพรไม่หวังอะไรและไม่ตั้งเป้าอะไรให้เขา แต่จะมุ่งมั่นทำหน้าที่หลักเพียงอย่างเดียว คือเดินคู่ไปกับเขา ซึ่งแน่นอนว่าในฐานะแม่ บางทีเราก็อาจจะต้องเดินล่วงหน้าเพื่อไปสำรวจอะไรๆ ก่อนบ้าง แต่ในที่สุด เราก็ต้องไม่ลืมที่จะถอยกลับมาเดินคู่กันไปกับเขา ในเส้นทางที่เขาเลือกเอง
   สิ่งที่แพรอยากทำให้ได้ที่สุดก็คือ แพรอยากเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดให้แก่ลูก อีกหน่อยถ้าเขาโตขึ้น แพรคงจะมีความสุขมาก ถ้าปุณณ์มีอะไรแล้วเขามาปรึกษาเรา มาคุยกับเราได้ทุกเรื่อง เหมือนเราเป็นเพื่อน เสียใจอะไรมา ดีใจอะไรมา ก็มาเล่าให้เราฟัง สิ่งนั้นน่าจะทำให้แพรมีความสุขที่สุด

แม่ทำสิ่งที่ดีที่สุด…เพื่อลูกแล้ว

webblog004_001 โชติกา พิธาวรภัค
เขียนเมื่อ เมษายน 2554

    ดิฉันแต่งงานมา 10 ปีเต็ม เป็น 10 ปีที่มีความหวังอยู่ตลอดเวลาว่าอยากมีลูก เรา...คือดิฉันกับสามีทำทุกวิถีทางเพื่อจะได้ลูกมาเชยชม ปรึกษาหมอไทยก็แล้ว หมอจีนก็แล้ว หมอฝรั่งก็แล้ว ไม่มีผล!
    แต่จู่ๆ ในปีที่ 10 ความปรารถนาที่มีมานานก็เป็นจริงโดยไม่ทันได้ตั้งตัว ดิฉันตั้งท้องโดยธรรมชาติ ทำเอาเราสองคนดีใจแทบช็อก ทว่าดีใจได้ไม่ทันไร ความเครียดก็เริ่มเข้ามาแทนที่ เพราะดิฉันตั้งท้องตอนอายุ 44 ปี ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงสูงในการมีลูก ในช่วง 1 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ คุณหมอบอกว่า รู้แค่ว่าหัวใจของลูกในท้องเต้นปกติ แต่อย่างอื่นยังตรวจไม่ได้ ต้องรอให้ครบ 4 เดือนก่อนแล้วตรวจน้ำคร่ำ จึงจะรู้ผลว่าเด็กสมบูรณ์ดีหรือไม่ และคุณหมอยังบอกอีกว่าเด็กในท้องมีโอกาสที่จะเป็นดาวน์ซินโดรมด้วย แต่คุณหมอก็ดูแลด้วยความเอาใจใส่ และด้วยหัวใจของความเป็นหมออย่างแท้จริง
    แม้จะพยายามดูแลตัวเองอย่างเต็มที่ แต่ดิฉันก็ยังคิดมากและกังวลไปร้อยแปด เพราะกลัวลูกที่เกิดมาจะไม่ครบสามสิบสอง สภาพร่างกายไม่ปกติ แถมคนรอบข้างก็ยังพูดเข้าหูบ่อยๆ ว่า คนที่ท้องตอนอายุขนาดนี้มีความเสี่ยงสูง ก็ยิ่งทำให้ดิฉันเครียดและแพ้ท้องอย่างหนัก
    สุดท้าย สามีได้พาดิฉันไปเข้าโครงการ ‘จิตประภัสสรตั้งแต่นอนอยู่ในครรภ์’ ที่เสถียรธรรมสถาน
webblog004_002
    ก้าวแรกที่เดินเข้าเสถียรธรรมสถาน เรารู้สึกได้ทันทีว่า ที่นี่...ใช่เลย เพราะรู้สึกได้ถึงความสงบ สบายใจ มีพลังที่สัมผัสได้ ความเครียดทุกอย่างที่รัดตัวอยู่ เริ่มผ่อนคลาย ทำให้เรารู้สึกโล่ง โปร่ง สบาย
    เสียงเย็นๆ นุ่มๆ ของคุณยายจ๋า (ท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต) สอนธรรมะที่เราสองคนคิดว่ายากให้เป็นเรื่องง่ายๆ ทำให้ดิฉันอยากมาทุกเสาร์อาทิตย์จนถึงวันคลอด
    ธรรมะทำให้ดิฉันปล่อยวางทุกอย่าง ทั้งที่ใจ และการงานที่ทำอยู่ ใจในขณะนั้นมีแค่เรื่องลูกเรื่องเดียว ดิฉันจึงสบายใจขึ้น ใจเย็นขึ้น และไม่คิดมาก
    ดิฉันเชื่อในคำพูดของคุณยายจ๋าเสมอว่า ครรภ์ของแม่คือโลกของลูก ถ้าเราสร้างโลกใบนี้ให้น่าอยู่ ลูกของเราก็จะปลอดภัย...
    ช่วงเวลาที่ตั้งท้องจึงเป็นช่วงเวลาที่วิเศษที่สุด!
    ตอนนี้ น้องนโม ลูกชายของดิฉัน อายุ 13 เดือนแล้ว สภาพร่างกายปกติทุกอย่าง น้องนโมเป็นเด็กอารมณ์ดีและยิ้มเก่ง
    ทุกวันนี้ ครอบครัวของดิฉันก็ยังไปเสถียรธรรมสถานอย่างสม่ำเสมอ
    สุดท้าย...อนาคต ‘ลูก’ จะเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่ ‘แม่’ ได้ทำสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อ ‘ลูก’ แล้ว

ลูกดี สร้างได้… ตั้งแต่อยู่ในท้อง

001_e   แม้จะผ่านมา 15 ปีแล้ว แต่ความรู้สึกที่ ‘อุ้มท้อง’ มาเดินเล่นและฟังธรรมที่เสถียรธรรมสถานยังจำได้ไม่รู้ลืม
   พอคลอดลูกได้ 4 เดือน ทีนี้ละก็ได้ ‘อุ้มลูก’ เข้ามาคลานและหัดเดินในสวนธรรมที่ทั้งสะอาด สว่าง สงบแห่งนี้แหละ ตอนแรกก็แค่คิดว่าจะมาขออยู่จุดต้อนรับ ‘ธรรมสวัสดีค่ะ’ เหมือนที่เห็นอาสาสมัครหลายคนต้อนรับเรา แต่ธรรมะจัดสรรให้วันหนึ่งคุณยายจ๋า (ท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต) ก็ชวนว่า "มาช่วยกันสร้างโลกให้ลูก...สร้างลูกให้โลกกันเถอะ"
webblog_02
   นับแต่นั้นมา โครงการ ‘จิตประภัสสรตั้งแต่นอนอยู่ในครรภ์’ จึงเกิดขึ้นเป็นประจำทุกวันอาทิตย์แรก ของเดือนมาตลอด 13 ปี จนถึงวันนี้ก็เกือบ 160 รุ่นแล้ว และรุ่นแรกในเดือนพฤษภาคม 2547 ก็เป็นวันที่ แม่แอน-ปิยพร พรรณเชษฐ์ มาลาคลอด และหลานคนแรกอย่างเป็นทางการของโครงการจิตประภัสสรฯ ก็คือ พุทธสาวิกา ‘พอฟ้า’ ซึ่งในอีก 5 ปีต่อมาได้เป็นแรงบันดาลใจให้เด็กผู้หญิงหลายร้อยคนเลือกบวชเรียนในภาคฤดูร้อนมาจนถึงทุกวันนี้
   วันจิตประภัสสรฯ เป็นเสมือนวันนัดหมายของครอบครัวที่จะ "อุ้มท้อง" มาเจอกันและมาเรียนรู้การเป็น พ่อแม่ที่ดีจากคุณยายจ๋า เพราะคุณยายจ๋าจะเตือนพ่อแม่เสมอว่า...
   ถ้าอยากได้ลูกดีมาเกิด พ่อแม่ต้องลงทุน อย่าหวังว่าจะ "ฟลุ้ก"
   ลูกดีคืออย่างไร? สมบูรณ์แข็งแรง? อารมณ์ดี? เลี้ยงง่าย? เป็นความฝันอันเป็นสากลของพ่อแม่อยู่แล้ว แต่ถ้าหวังลมๆแล้งๆ โดยไม่ลงทุน พ่อยังเมา แม่ยังมึน ยังกินอยู่ตามใจปาก ดูละครตบจูบ และพร้อมจะปึงปังใส่กัน ในวันที่ไม่ได้ดั่งใจ ในทางการแพทย์พิสูจน์ได้หมดว่า...มีผลต่อลูกทั้งนั้น เพราะลูกรับรู้ได้ตั้งแต่ในครรภ์ และเสียงหัวใจเต้นแบบกลองเพลของแม่เวลาปรี๊ดนั้น มีผลต่อการถ่ายทอดอารมณ์สู่ลูกโดยตรงที่สุด...
   คนที่ยืนยันเรื่องนี้ได้ดีที่สุดก็คือสูติแพทย์ที่เห็นแม่ตอนท้องและลูกหลังคลอดมานับไม่ถ้วนตลอดชีวิตการ ทำคลอดของท่าน ‘นพ.มานิตย์ แสนมณีชัย’ ท่านเป็นคุณลุงหมอที่แม้เกษียณมากว่า 16 ปีแล้ว แต่ยังสละเวลามาให้ความรู้กับพ่อแม่จิตประภัสสรฯโดยตลอด...ว่าจะสื่อสารกับลูกในท้องอย่างไรให้ลูกออกมาแล้วอารมณ์ดี เลี้ยงง่ายอย่างที่หวังไว้...ที่สำคัญ ทุกครั้งที่ท่านมา จะมีเคสใหม่ๆที่ท่านทำคลอดและงานวิจัยใหม่ๆเกี่ยวกับการ พัฒนาสมองของลูกในครรภ์มาเล่าให้พ่อแม่มือใหม่ฟังอยู่เสมอ เพื่อเตือนว่า...ลงทุนตั้งแต่ในท้องแล้วจะคุ้มค่ามากจริงๆ อย่างที่คุณยายจ๋าเชิญชวนว่า "เตรียมตัวตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์เพื่อเชิญดวงจิตที่ดีมาปฏิสนธิจิต และลงทุนตอนตั้งครรภ์ เพื่อสร้างกุศลเซลล์ให้ลูก"
webblog_03
   ช่วงเช้าของวันจิตประภัสสรฯ จะเป็นการสนทนาธรรมกับคุณยายจ๋า เรียนรู้ว่าจะรักษาอารมณ์ให้คงเส้นคงวา มากขึ้นได้อย่างไร พาทำสมาธิและแผ่เมตตาแบบง่ายๆ มีกิจกรรมประกอบบทเพลงแห่งสติที่ฝึกสติแบบ ‘กายเคลื่อนไหว...ใจตั้งมั่น’ ได้ทั้งสติ หลักคิด และออกกำลังกายไปด้วยในคราวเดียว กลับไปบ้านก็ฝึกเองตาม CD ที่ให้ไปได้
   แต่ช่วงเวลาที่พ่อๆซาบซึ้งที่สุดเห็นจะเป็นตอนที่คุณยายจ๋าพาภาวนากับบทเพลง ‘กล่อมลูกน้อย’ ที่ให้พ่อโอบท้องแม่ พ่อหลายคนน้ำตาซึมและสารภาพว่า
    "เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าเป็น...พ่อ" เพราะได้รับรู้การมีอยู่ของลูกในท้องภรรยา ทั้งด้วยมือที่สัมผัสและใจที่รู้สึก
    ส่วนตอนบทเพลง ‘คนดีของพ่อ’ แม่จะได้กอดและขอบคุณพ่อ แม่ก็สารภาพว่า
    "ตั้งแต่ท้องใหญ่อุ้ยอ้าย...ก็ไม่ค่อยได้กอดกันอย่างนี้...มันอบอุ่นจริงๆ"
   ช่วงเวลานี้เองที่เปลี่ยนใจพ่อหลายๆคนที่กล้าๆกลัวๆกับการเข้าวัดให้รู้สึกว่าเสถียรธรรมสถานเป็นเหมือนบ้านที่อบอุ่น...ไม่ใช่อะไรที่อึดอัดอย่างที่คิด
   ส่วนบริการพิเศษที่หาไม่ได้ที่โรงพยาบาล คือช่วงนอนภาวนากับคลื่นเสียงบำบัดจากคริสทัลโบวล์ รับรองว่าได้พักอย่างหลับลึก โปร่ง โล่ง เบา หลังจากนั้นจะเป็นการเดินเล่นอย่างมีสติ ที่นี่ไม่ใช้คำว่าเดินจงกรม เพราะต้องการให้เห็นว่า เวลาที่เดินอย่างผ่อนคลายในสวนนั้น แค่ ‘เท้ากระทบพื้น จิตรู้ ตื่น และเบิกบาน’ ก็ทำให้มีความสุข เพราะความสุขเป็นผลจากจิตใจที่รู้ ตื่น และเบิกบาน (รู้...ตัวทั่วพร้อม ตื่น...จากอารมณ์ เบิกบาน...เพราะความทุกข์มาไม่ถึง)
   ถ้าเดินแบบนี้ได้ เดินที่ไหนก็เป็นการฝึกสติ-สมาธิ ปฏิบัติธรรมได้ทุกวัน เมื่อแม่มีความสุข ลูกก็ได้รับฮอร์โมนแห่งความสุขจากแม่ทันที ไม่ต้องไปซื้อหาที่ไหน
   ช่วงบ่ายเป็นช่วงของจิตอาสาหัวใจโพธิสัตว์ที่เชี่ยวชาญด้านต่างๆมาช่วยกันนำความรู้ทางโลกมาผนวกกับความรู้ทางธรรม มาชี้ชวนว่าระหว่างที่แม่กับลูกใช้ลมหายใจเดียวกัน พ่อแม่ทำอะไรได้บ้างตามหลัก ๔ อ. คือ อารมณ์ อาหาร อากาศ และออกกำลังกาย เช่น
   โยคะสบายครรภ์ กับ ครูหนู-ชมชื่น สิทธิเวช
   เตรียมคลอดและให้นมแม่ กับ ป้าอ้อย-รศ.วิไลพรรณ สวัสดิพานิชย์
   ระบำแม่ท้อง กับ ครูแอม-ธนิสรา แก้วอินทร์ และผองเพื่อน
   พ่อนวดแม่ กับ ครูทิพย์-พรทิพย์ ช้างแย้ม
   อาหารเป็นยา กับ อ.พัฒธิกรณ์ ไวยสิงห์ ชมรมสิลาวาศรม
   เพราะคุณยายจ๋าตั้งใจว่า "เราต้องสร้างวงศาคณาญาติให้ลูกหลาน" ชวนคนดีๆมาพบกัน วันจิตประภัสสรฯ จึงมีลุงป้าน้าอาที่มีจิตอาสาและเชี่ยวชาญชั้นครูหมุนเวียนมาช่วยกันเลี้ยงหลานตั้งแต่อยู่ในครรภ์
webblog_04

   สุดท้ายของวันจิตประภัสสรฯ จะเป็นช่วงไฮไลต์ที่สุด เพราะพ่อแม่จะได้ขึ้นไปในถ้ำพระอารยตารามหาโพธิสัตว์ เพื่อขอพรจากท่านให้การตั้งครรภ์ครั้งนี้ผ่านไปด้วยดี...
    "ยากอย่างไรก็จะทำให้สำเร็จ เพราะมีปัญญา" เป็นคาถาจากพระอารยตาราฯ ที่ปลุกพลังใจให้พ่อแม่กลับไป ‘ลงทุน’ ต่อ แล้วกลับมาสะสมบุญ ลงทุนกันไปทุกเดือนจนกว่าจะคลอด
   วันจิตประภัสสรฯ จึงมีทั้งคนที่เตรียมตัวมีลูก ท้องเล็ก ท้องใหญ่ ท้องสองท้องสาม คละกันไป คนใกล้คลอดก็จะ มาลาคลอดและขอพรจากคุณยายจ๋า ส่วนคนที่คลอดแล้วก็พาลูกแบเบาะมาให้คุณยายจ๋ารับขวัญและเข้ากลุ่ม ‘อิ่มอุ่นแม่ลูกอ่อน’ เป็น play group ตั้งวงเลี้ยงลูกด้วยกันผ่านกิจกรรมแรกคือ‘นวดลูก...สัมผัสรักจากมือแม่’ โดยแม่จิตประภัสสรรุ่นพี่ที่มาแบ่งปันประสบการณ์การเลี้ยงลูกด้วยกัน
   มาสร้างโลกให้ลูกกันนะคะ
   มาทำท้องแม่ให้เป็นโลกที่เต็มไปด้วยความดีงาม
   ทำเต็มที่ เพราะเวลา 9 เดือนนี้จะไม่ย้อนคืน
   พบกันวันจิตประภัสสรฯ ค่ะ

สุนทรี กุลนานันท์
อาสาสมัคร
26.1.2560


วันจิตประภัสสรตั้งแต่นอนอยู่ในครรภ์ ทุกวันอาทิตย์แรกของเดือน สมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ โทร. 02-519-1119, 081-991-1995 หรือ www.sdsweb.org

4 วันนั้นที่เปลี่ยนฉันตลอดไป

002_webblog001
   ใครมีชีวิตแบบเดียวกับฉันบ้าง เรียนมาสูงๆทำงานได้ดี แต่เป็นโรคปวดหัวซ้ำซาก ปวดหลังไม่หายสักที ซ้ำเดี๋ยวนี้ยังเป็นโรคยอดฮิตคือภูมิแพ้ โรคกรดไหลย้อน มีความหวั่นใจ กลัวเส้นเลือดในสมองแตก กลัวเป็นมะเร็ง กลัวเป็นอัลไซเมอร์ ฯลฯ
   ทำงานมาเพื่อเอาเงินไปให้โรงพยาบาล ฉันเคยต้องจ่ายเงินให้โรงพยาบาลอาทิตย์ละ อย่างน้อย 6,000 บาทอยู่หลายเดือน เพลินๆเงินหลุดจากกระเป๋าราวกับรั่ว
   ไม่รวมค่าหมอนวด หมอฝังเข็ม คอร์สออกกำลังที่สมัครแล้วไม่เคยไป ค่ายาพาราเซตามอลที่มีอยู่ทุกที่ ในรถ ในกระเป๋า ที่ทำงาน ที่บ้าน ไปไหนพกไปด้วยตลอด หลังๆมียาแก้ปวดไมเกรนพกติดตัวด้วยค่ะ ปวดเมื่อไหร่ไร้กังวล
   ฉันใช้ชีวิตอย่างนี้อยู่หลายปีจนถึงวินาทีที่ขอยาพาราเซตามอลเพื่อนที่เสถียรธรรมสถาน แล้วเพื่อนบอกว่า "ที่นี่เราไม่กินยา เรารักษาแบบธรรมชาติบำบัด"
   เฮ้ย! เดี๋ยวนะ มันคืออะไร มีเมื่อไหร่ ขอไปด่วน
    "วีกหน้าเลย สนใจก็มาลองดู"
   ...
   4 วันนั้น เขาให้ทำอะไร ฉันทำทุกอย่าง เป็นคนว่าง่าย ไม่ดื้อ ไม่มีคำถาม
   คิดซะว่าลองดู ก็เรียนมาทั้งชีวิต ยังป่วยโน่นนี่นั่นไม่หาย นี่มาเรียนอะไรใหม่ๆแค่ 4 วัน จะสร้างแต่ประโยคคำถามไรหนักหนา
   ผลปรากฏว่า 4 วันนั้นเปลี่ยนแปลงชีวิตฉันยันวันนี้ค่ะ
   นับตั้งแต่มกราคม 2559 ฉันกลายเป็นคนที่ใช้ "ธรรมชาติ" มาเยียวยา บำบัด รักษา ป้องกัน และใช้เป็นวิถีชีวิต
   ธรรมชาติบำบัดที่นี่มีเรื่องของกายและใจ
   มีเรื่องการกิน การอยู่ การขับถ่าย และการนอน
   เรื่องกายก็เกี่ยวกับทั้ง 4 การนั้น
   เรื่องใจก็เกี่ยวกับเรื่องกาย เพราะทุกอย่างล้วนเชื่อมโยงกัน วนๆไปค่ะ
002_webblog002
   ฉันกลายเป็นคนรวย เพราะกินผลไม้ไทยตามฤดูกาล ราคาถูก ซื้อหาได้ตามตลาด เพราะธรรมชาติบำบัด เราเน้นสดจากธรรมชาติ มีพลังเต็มเปี่ยม
   จากเมื่อก่อนฉันกินผลไม้น้อยมากกกก ตอนนั้นกินผลไม้อย่างเดียวเกือบ 1 เดือน และจากวันนั้นจนวันนี้ ที่บ้านไม่เคยขาดผลไม้
   กินผลไม้อย่างเดียวเกือบเดือน แต่ไม่เพลียเลยค่ะ ขอบอกตรงนี้ อร่อย ร่ำรวย สุขสบาย หลับดีมากกกกก แต่ว่าก็งดการวิ่งออกกำลังกายนะคะ หันมาเดินๆเพลินๆไปก่อน
   ฉันปลูกต้นใบย่านางในสวน เจ็บคอก็ไปเด็ดมาขยำดื่มกิน ไม่เสียสักบาท แถม 2 วันหายป่วยเลย
   ในคอร์สสอนเรื่องการกินดื่มสิ่งดีๆอีกหลายอย่างค่ะ ที่ฉันไม่บังอาจสอนในที่นี้
002_webblog004
   ธรรมชาติบำบัดใช้ "น้ำ" ในวิถี น้ำเปล่าๆนี่แหละค่ะ มหัศจรรย์และมีคุณค่าอนันต์นัก ไม่ต้องเสียเงินสักบาทเดียว
   เช้ามา เราล้างตาด้วยน้ำ ล้างจมูกและกลั้วคอด้วยน้ำผสมเกลือและมะนาว บ่ายๆเรานอนแช่น้ำเพื่อขับลม แค่นอนเอาตูดแช่น้ำ ตดก็มา ได้ไงไม่รู้
   ปวดหัว เราเอาน้ำเย็นราดหัวและโพกผ้าเปียกๆไว้ 1 ชั่วโมง (อมมะขามเปียกด้วย)
   ก่อนนอน เราดีท็อกซ์ด้วยน้ำเพื่อขับของเสีย เรื่องของการดีท็อกซ์หรือสวนทวารนั้น เป็นที่โต้แย้งกันมาช้านาน ฉันทราบดี ฉันเคยเข้าคอร์สดีท็อกซ์มาแล้วจากสองสถาบันไฮโซ เสียเงินไปหมื่นกว่า ดีช่วงแรก แต่ต่อมามีปัญหาระบบขับถ่าย ฉันจึงเข็ด
   แต่วิธีของธรรมชาติบำบัดที่นี่ การดีท็อกซ์ด้วยน้ำเปล่าและระยะเวลาในการทำ มันทำให้ฉัน เป็นปกติดีมาก
   ใน 4 วันนั้นเรายังได้เรียนรู้และลงมือทำอีกหลายอย่าง เพื่อนำกลับมาทำเอง เช่น
   พอกหน้าและตัวด้วยดินจอมปลวก
   ยืนสะท้อนร้อนเย็น คือยืนบนน้ำแข็ง 180 วินาทีสลับกับแช่เท้าในน้ำอุ่นผสมเกลือ 180 วินาที
   ฝึกทำน้ำฟัก ปรับสมดุล กินแค่ 7 วัน เดือนเว้นเดือน
   ฝึกหายใจให้รับออกซิเจนมากขึ้น เลือดไหลเวียนดีขึ้น
   เล่นโยคะยามเช้า ฯลฯ
002_webblog005
   ที่ดีงามล้ำเลิศคือ เดิมทีฉันมีปัญหาการนอน นอนไม่หลับ นอนหลับๆตื่นๆ นอนแล้วตื่นมาก็ยังเพลีย คือเป็นอะไรหนักหนากับไอ้แค่นอน แต่ในช่วง 4 วันนั้น และหลังจากนั้น ฉันหลับดี๊ดี หลับสนิท หรือที่เรียกว่า deep sleep ตื่นมาสดใส ใจเบิกบาน
   ก่อนนอน ฉันทำตามแม่อู่ (ครูผู้สอน) ที่ให้บอกตัวเองว่า วันนี้เราทำธุระเสร็จแล้ว ทำอย่างดีที่สุด แล้วยิ้มให้ตัวเอง ยิ้มพร้อมกับหลับตานอน
   เช้ามา บอกตัวเองว่า วันนี้เป็นวันที่ดีของฉัน แล้วยิ้มให้ตัวเอง
   คือธรรมชาติบำบัดไม่ได้เปลี่ยนเฉพาะการกิน แต่เปลี่ยนการใช้ชีวิตเลย แล้วเปลี่ยนไป เรื่อยๆ จะเปลี่ยนสันดานเลย จริงๆค่ะ เราจะหันมาดูแลลมหายใจตัวเอง ดูแลลำไส้ กระเพาะ ตับไต ม้าม รูปร่าง หน้าตา โดยไม่พึ่งยา แต่พึ่งตนเอง
   สันดานที่เปลี่ยนที่แท้คือหันมาพึ่งตนเอง เรียนรู้และใช้ประโยชน์จากธรรมชาติอัน มหัศจรรย์ ฉันชอบที่ที่นี่สอนทุกเรื่องโดยให้เราลงมือทำ จะได้เอากลับมาทำที่บ้านด้วยตัวเอง
   ถ้าให้ฉันเล่าเรื่องธรรมชาติบำบัด เขียนไป 10 หน้าก็ไม่จบ
   ฉะนั้น ถ้าคุณอยากรู้ อยากเรียน หรือแม้แต่อยากทดลอง ก็มาสมัครกันดูค่ะ คอร์สธรรมชาติบำบัด มีเดือนเว้นเดือน สัปดาห์สุดท้ายของเดือน ครั้งต่อไป 24-27 มกราคม 2560
   ป่วยไม่ป่วยก็มาได้ค่ะ เพื่อจะได้ไม่ป่วยถ้วนหน้า
   ฉันเห็นคนเป็นมะเร็งมารักษาแนวทางนี้แล้วดีขึ้น หายขาด ใจกายดี ถ้าสนใจ ก็ลองมาดูนะคะ คนเป็นเบาหวานก็มากันหลายคน
   ที่คุณจะเซอร์ไพรส์คือ คอร์สธรรมชาติบำบัดที่นี่สนุกมาก เราหัวเราะเฮฮากันตลอด 4 วัน แม่อู่ ครูผู้สอนและบรรดาอาสาสมัครทั้งหลายนั้น สายฮาค่ะ
   เพราะความสุขเป็นเรื่องที่เราพึงมี และ 4 วันนี้จะทำให้คุณมีความสุขตลอดกาล ;D

รายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ที่ http://www.sdsweb.org/sdsweb/index.php/2010-09-04-06-22-07


วีรณา โอฬารรักษ์ธรรม
อาสาสมัคร
17.1.2560

มาได้หมด ถ้าอยากสดชื่น

noname001
   คำถามยอดนิยมเมื่อคนรู้ว่าฉันทำงานอาสาสมัครที่นี่คือ
   มีบวชชีพราหมณ์ไหม (ในความหมายนี้คือ นุ่งขาวห่มขาว ถือศีลแปดหรือศีลสิบ)
   มาปฏิบัติธรรมได้ไหม (ในความหมายนี้คือ มานั่งสมาธิ เดินจงกรม ฟังเทศน์ฟังธรรม)
   มีพระไหม
   มีแต่แม่ชีเหรอ
   อยู่ตรงไหน
   ที่นี่เป็นของท่านแม่ชีศันสนีย์ใช่ไหม
   เคยเห็นมีสอนพ่อแม่ลูกด้วย คืออะไร
   อ้อม สุนิสา บวชที่นี่ใช่ไหม
   คำถามประมาณนี้
   แล้วคำตอบล่ะคืออะไร

   หนึ่ง
   ทุกคนสามารถมาปฏิบัติธรรมที่นี่ได้ ไม่ว่าคุณจะเรียกว่าบวชชีพราหมณ์หรือนั่งสมาธิ ที่นี่ต้อนรับทุกคนที่สนใจจะเรียนรู้ธรรมะเพื่อนำธรรมะไปใช้ในชีวิตประจำวัน
   มาได้ทุกวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ แบบพักค้าง 3 วัน 2 คืน สมัครได้โดยกรอกใบสมัคร ในเว็บไซต์ เรามีกิจกรรมที่จะทำให้คุณได้รู้ว่าธรรมะอยู่ในวิถี และเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ แน่นอนว่ามีสอนการนั่งสมาธิ เดินจงกรม โยคะ การอยู่กับปัจจุบันขณะ หลักธรรมคำสอนต่างๆ ไปจนถึงปฏิจสมุปบาท ทุกอย่างเป็นไปเพื่อให้คุณพบหนทางแห่งการพ้นทุกข์
   เราอยู่กันด้วยวิถีที่เรียบง่าย ปกติธรรมดา และมีวินัย ในสถานที่ที่แวดล้อมด้วยต้นไม้ ซึ่งมีผลให้เราสงบ ศัพท์ทางธรรมเรียกว่าสัปปายะ เวลาไปสถานที่แห่งหนึ่งที่สัปปายะ มิต้องทำสิ่งใด ใจเราก็สงบนิ่ง

   สอง
   ที่นี่มีแต่นักบวชหญิง ไม่มีพระสงฆ์จำวัด แต่มีพระสงฆ์มาเแสดงธรรมอยู่เนืองๆ โดยเฉพาะในวันที่มีกิจกรรมสำคัญ
   ที่นี่ไม่ใช่ของ ท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต แต่เป็นของทุกคน เพราะเป็นเงินบริจาคจาก ผู้คนมากมายมหาศาลทั่วโลก ฉะนั้นทุกคนควรมาใช้ที่นี่ให้ยังประโยชน์ต่อตนเองและสังคม ให้มากที่สุด ท่านแม่ชีเป็นผู้ก่อตั้งเสถียรธรรมสถาน ท่านจึงทำหน้าที่เป็นผู้นำของที่นี่ ก็เท่านั้นเอง

   สาม
   เสถียรธรรมสถานอยู่ที่ถนนวัชรพล เข้ามาทางซอยรามอินทรา 55 เลี้ยวเข้าซอยมาไม่กี่ร้อยเมตร คุณก็จะเจอเสถียรธรรมสถานอยู่ทางซ้ายมือ ถึงจะมีรั้วสูงๆ แต่ก็เวลคัมทุกท่านค่ะ เชิญเข้ามาพบกับป่าสวยในเมืองใหญ่ได้ แล้วคุณจะ ประทับใจ

   สี่
   ที่นี่มีกิจกรรมสำหรับพ่อแม่ลูกคือ จิตประภัสสรตั้งแต่นอนอยู่ในครรภ์ และโรงเรียนพ่อแม่ สามีภรรยามาเข้าร่วมได้ตั้งแต่แค่คิดว่าจะมีลูก จนตั้งครรภ์ จนคลอด จนลูกโต
   มากันได้โม้ดดดทั้งครอบครัว ลุงป้าน้าอาปู่ย่าตายาย พี่น้อง คนข้างบ้าน มากันพร้อมหน้าได้เลยค่ะ เรามีที่ให้เดินเล่น วิ่งเล่น เล่นโยคะ ดื่มกาแฟ กินข้าว นอนนวด หลับสบายและมีกิจกรรมหลายอย่างสำหรับเด็ก
   อยากรู้ว่าจิตประภัสสรเป็นยังไง ลองมาร่วมกิจกรรมที่จัดขึ้นทุกวันอาทิตย์สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนนะคะ ครั้งต่อไปที่จัดคือ วันอาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2560
   ส่วนโรงเรียนพ่อแม่ มีจัดทุกวันอาทิตย์ที่ 3 ของเดือน ครั้งต่อไปคือ วันที่ 15 มกราคมนี้ค่ะ สมัครกันมาได้เลยนะคะ
   ติดตามข่าวสารเรื่องจิตประภัสสรและโรงเรียนพ่อแม่ว่า มีวันไหน และในวันนั้นมี กิจกรรม อะไรได้ทาง Facebook เสถียรธรรมสถาน

   ห้า
   อ้อม สุนิสา สุขบุญสังข์ เคยบวชที่นี่ และทุกวันนี้ก็เป็นอาสาสมัครที่นี่ งานที่พี่อ้อม มาทำสม่ำเสมอคือพิธีกรในรายการสาวิกา ที่เผยแพร่ทุกวันเสาร์อาทิตย์ ทาง Facebook เสถียรธรรมสถาน และทางสถานีวิทยุมก. AM 1107 พี่อ้อมมาเป็นดีเจอาสาบางวันค่ะ ติดตามข้อมูลได้ทาง Facebook นะคะว่าวันไหนพิธีกรเป็นพี่อ้อม
   มีหลายคนที่เคยมาบวชที่นี่ คุณก็มาบวชได้ค่ะ มีพิธีบวชพุทธสาวิกาทุกเดือน และบวชพุทธสาวิกาสี่แผ่นดิน (ไทย พม่า อินเดีย เนปาล) ทุกเดือนมีนาคม-เมษายน ไว้จะเขียนเรื่องวิถีนักบวชหญิงนะคะ

   สิ่งหนึ่งที่ฉันทำมาตลอดหลายปีเกือบทุกครั้งที่มาที่นี่คือ เข้าประตูมา เลี้ยวขวาทันใด ตรงไปห้องพระบรมสารีริกธาตุ รับดอกบัวที่พับอย่างงาม ถอดรองเท้า เดินเข้าไปด้วยใจสงบ กราบนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ เดินจงกรม สวดมนต์และนั่งสมาธิด้วยรอยยิ้ม
   หลับตาแต่ตื่นรู้
   เบิกบานและสดชื่น

วีรณา โอฬารรักษ์ธรรม
อาสาสมัคร
11.1.2560